หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560



Kawasaki Versys 1000 ABS 2015 สุดยอดบิ๊กไบค์สไตล์ทัวร์ริ่งสายพันธุ์แกร่งจาก Kawasaki ด้วยการออกแบบใหม่เพิ่มประสิทธิภาพและฟิวลิ่งในการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ 1,043 cc DOHC 16 วาล์ว 4 จังหวะ 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ และเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบเบรค ABS

ราคา : 619,000 บาท Kawasaki Versys 1000 ABS 2015

ด้วยการออกแบบดีไซด์ใหม่ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Kawasaki Versys 1000 ABS ทำให้ไบค์เกอร์ต่างเทใจยกให้เป็นสุดยอดรถในฝันที่ต้องการมีในครอบครอง ทั้งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและประสิทธิภาพที่พร้อมจะพาคุณไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นสภาพถนนแบบไหน นี่คือพี่ใหญ่แห่งตระกูล Versys ที่เหมาะกับผู้รักการผจญภัยเป็นอย่างยิ่งKawasaki Versys 1000 ABS 2015 ไฟหน้าคู่แยกส่วน

Kawasaki Versys 1000 ABS 2015 ออกแบบไฟหน้าแบบคู่แยกส่วน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Kawasaki บ่งบอกความเป็นตัวตนและเสริมความดุดันตามสไตล์ VersysKawasaki Versys 1000 ABS 2015 มาตรวัดต่างๆ

มาดูกันที่ส่วนมาตรวัดต่างๆกันบ้าง Kawasaki Versys 1000 ABS ออกแบบมาได้แบบลงตัว โดยผสมผสานการออกแบบด้วยมาตรวัดรอบแบบเข็มอนาล็อค ผสมกับมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล LED โดยมีตัวเลขวัดค่าต่างๆแสดงผลในหน้าจอดิจิตอลด้วยอาทิเช่น มาตรวัดอัตราเชื้อเพลิง ระยะทาง ทริป A,B เป็นต้น

Kawasaki Versys 1000 ABS เบาะนั่งและอุปกรณ์เสริม

ทางด้านเบาะนั่งนั้นเป็นแบบเบาะนั่ง 2 ระดับ เบาะนุ่มนั่งสบาย ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะทางไกลๆ นอกจากนี้ยังสามารถเสริมอุปกรณ์ต่างๆเพื่อความสะดวกสบายในการขนสำภาระอย่างเช่นกระเป๋าหรือแร็คข้างและท้าย ทำให้การนั่งซ้อนท้ายมั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้นได้Kawasaki Versys 1000 ABS เครื่องยนต์ 1,043 ซีซี 4 จังหวะ

Kawasaki Versys 1000 ABS 2015 นั้นมาพร้อมกับเครื่องยนต์กำลังสูง 1,043 ซีซี DOHC 16 วาล์ว 4 จังหวะ 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 6 เกียร์ แบบ Return อัตราส่วนการอัด 10.3:1
ข้อมูลทางเทคนิค Kawasaki Versys 1000 ABS
เครื่องยนต์ 4 จังหวะ: 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ปริมาตรกระบอกสูบ 1,043 ซีซี
ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว
ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 77.0 x 56.0 มม.
อัตราส่วนการอัด 10.3:1
ระบบเกียร์ 6 เกียร์ แบบ Return
ระบบจุดระเบิด แบบดิจิตอล
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ø38 มม. x 4 (Keihin)
ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า
ระบบคลัช คลัชมือ
ขนาดยางหน้า 120/70ZR17M/C (58W)
ขนาดยางหลัง 180/55ZR17M/C (73W)
โช้คอัพหน้า แบบเทเลสโคปิค UP SIDE DOWN
โช้คอัพหลัง แบบเดี่ยววางแนวนอน ปรับ PRELOAD ได้ 24 ระดับ
เบรคหน้า ดิสก์เบรคคู่ พร้อมระบบ ABS
เบรคหลัง ดิสก์เบรค พร้อมระบบ ABS
ยาว x กว้าง x สูง 2,240 มม. x 895 มม. x 1,400 มม.
ระยะฐานล้อ 1,520 มม.
ความสูงใต้ท้องรถ 150 มม.
ความสูงเบาะ 840 มม.
น้ำหนักรถ 250 กก.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 21 ลิตร
ตารางผ่อนดาวน์ Kawasaki Versys 1000 ABS 2015ตารางผ่อนดาวน์ Kawasaki Versys 1000 ABS 2015
ตารางนี้ยังไม่รวมประกัน ค่าทะเบียนและอื่นๆ
ตารางนี้เป็นเพียงแค่แนวทางในการผ่อนและดาวน์เท่านั้นไม่ใช่โปรโมชั่นหรือยอดที่ต้องผ่อนจริง กรุณาติดต่อสอบถามจากทางศูนย์
คำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 4.15% ต่อปีที่ดาวน์ 15% และ 4.00% ที่ดาวน์สูงขึ้นไป ซึ่งจะแตกต่างกันแล้วแต่บริษัทสินเชื่อ อัตราที่แท้จริงควรสอบถามจากทางบริษัท

Kawasaki Versys 1000 ABS 2015 วางจำหน่ายสีเดียวคือ สีส้มKawasaki Versys 1000 ABS สีส้มKawasaki Versys 1000 ABS สีส้มKawasaki Versys 1000 ABS สีส้มKawasaki Versys 1000 ABS สีส้ม


หลังจาก Suzuki ปล่อยให้แฟนๆเฝ้ารอกันมาสักพักใหญ่...ใหญ่มากๆ แถม GSX-R (K5) ตอนนี้ก็ล้าไปแล้ว ไปเทียบกับรุ่นปัจจุบันของคู่แข่งอย่างพวก Yamaha R1, BMW S 1000RR, Aprilia RSV4 และ Kawasaki ZX-10R ไม่ได้


จากความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งการขับขี่ Suzuki พร้อมกลับมาทวงความเป็นผู้นำในวงการรถมอเตอร์ไซค์แล้ว ด้วย GSX-R1000 L7 คอนเซ็ปต์ล่าสุด GXR-R1000 เป็นรถแข่งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่ Suzuki เคยมีมา มีดีไซด์อิงกับตัว MotoGP โดย GSX-R1000 ตอบสนองดังใจ เครื่องยนต์เบาลงเมื่อเร่งความเร็ว แต่ยังคงประสิทธิภาพอัตราการใช้พลังงาน




Suzuki GSX-R1000 L7 ใหม่ จะทำให้ Suzuki กลับคืนสู่ลู่แข่งอย่างสง่าผ่าเผยในรายการแข่งขัน MotoGP ด้วยการตอบสนองผู้ขับขี่จนถึงขีดสุด ระบบกันสะเทือนปรับได้ เสถียรภาพในการควบคุมรถ ระบบเบรคที่ยอดเยี่ยมพร้อมฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมาย
จุดเด่นของ Suzuki GSX-R1000 L7


เครื่องยนต์ขุมพลัง 999 cc ( มาพร้อมวาล์วแปรผัน ให้สมรรถนะที่ดีตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง ) 
200 แรงม้า - แรงบิด 82 ft/lb - น้ำหนักรถ 200 Kg ( โดยประมาณ ) 
โครงอลูมิเนียมออกแบบใหม่ทั้งหมด 
ใช้โช๊คหน้ากันสะเทือนจากแบรนด์ Showa ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบ BFF และ BFRC 
Traction Control 10 ระดับ 
สับเกียร์เร็วขึ้นด้วย Quickshifter 
Launch Control หรือช่วยล็อครอบของรถขณะออกตัว 





GSX-R1000 L7 เป็นเจนเนเรชั่นที่ 6 ในตระกูล GSX-R ที่สเปคสูงสุดเท่าที่ Suzuki เคยสร้างมา ต้องขอบคุณโครงอะลูมิเนียมและเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาใหม่ทั้งหมดทำให้ GSX-R1000 L7 เบาที่สุดและเปี่ยมไปด้วยพลัง มัลติโหมด traction control, ABS, คันเร่งแบบระบบไฟฟ้า และ Quickshifter 2 ทาง ยิ่งไปกว่านั้น GSX-R1000 ใหม่ยังปรับโฉมในส่วนของเครื่องยนต์ให้มาพร้อม “วาล์วแปรผัน” ที่จัดได้ว่าเป็น “ครั้งแรก” ของการนำมาใช้ในรถมอเตอร์ไซค์ โดยจะช่วยให้






เครื่องยนต์มีการส่งกำลังที่นุ่มขึ้น และให้สมรรถนะที่ดีตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง จึงไม่จำเป็นต้องพึ่ง IMU (Internal Measuring Unit) อีกแล้ว












GSX-R1000 สร้างสุนทรียศาสตร์แห่งการขับขี่ให้วงการรถมอเตอร์ไซค์ ด้วยรูปร่างกะทัดรัด คล่องตัว และ Suzuki ยังโฆษณาด้วยว่าเบาที่สุดตามหลักกลศาสตร์ ปรับโฉมใหม่เกือบหมดตั้งแต่บริเวณไฟหน้า ไฟส่องสว่าง ไฟเบรค ไฟเลี้ยว ไปจนถึงหน้าปัดดิสเพลย์มาตรวัดต่างๆเป็นแบบไฟ LED เต็มรูปแบบรอบคัน ในขณะที่ยังเอื้อต่อการควบคุมน้ำหนักตัวรถโดยให้คงคอนเซ็ปต์เบาที่สุดไว้






Suzuki ทุ่มสุดตัวเพื่อให้มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่จากตระกูล GSX-R นี้ ดีกว่าคู่แข่งทั้งหมด ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันใดๆในเรื่องของราคาและวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าแฟนๆจะได้ยลโฉม GSX-R1000 ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปี 2016 และยังมีข่าวลืออีกว่า GSX-R1000 อาจจะออกมาด้วยกัน 2 โมเดล อีกโมเดลนึงจะมีสเปคที่ต่ำลงมาหน่อย 






Suzuki จะกลับมาทวงบัลลังก์ความเป็นผู้นำในตลาดมอเตอร์ไซค์และในรายการแข่งขันด้วย GSX-R1000 L7 ใหม่ ที่ทรงพลังที่สุด น้ำหนักเบาที่สุด ดุดันที่สุดได้หรือไม่? แต่ที่มั่นใจได้คือ GSX-R1000 L7 จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์อีกรุ่นที่เหล่าสาวกบิ๊กไบค์ใฝ่ฝันถึงในปี 2016 นี้อย่างแน่นอน


2016 Suzuki GSX-R1000 โฉมใหม่




































































ขอขอบคุณเเหล่งที่มา:http://th.priceprice.com/Suzuki-GSX-R1000-9143/news/Suzuki-GSX-R1000-L7-51/



BMW S1000RR



BMW S1000RR รถสปอร์ตไบค์ชั้นนำจาก BMW Motorrad ที่ให้ความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ในแบบเฉพาะจาก BMW พร้อมขุมพลัง 199 แรงม้าจากเครื่องยนต์ขนาด 999 ซีซี แม้ว่าจะเปิดจำหน่ายในเมืองไทยมาได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่ข่าวคราวล่าสุดที่ทำให้แฟนๆ ได้ยินดีกันถ้วนหน้า เพราะ BMW S1000RR เป็น 1 ในรถจักรยานยนต์ที่ได้เดินสายการประกอบในโรงงานประเทศไทยอย่างเป็นทางการ จึงทำให้มีราคาที่ลดลงจากเดิมจนมีข่าวคราวว่าจะมีราคาเริ่มต้นที่ 8 แสนบาท! แต่ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับรถบิ๊กไบค์สุดเท่จาก BMW Motorrad กันว่ามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง

มิติตัวถัง

ขนาดมิติตัวถังของ BMW S1000RR มีรายละเอียดดังนี้
ความยาว X กว้าง x สูง: 2,050 X 826 X 1,140 มม. 
ความสูงเบาะ: 815 มม.
น้ำหนักรถเปล่า (น้ำมันเต็มถัง): 204 กก.
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: 407กก.
น้ำหนักรถสูงสุด (รวมอุปกรณ์พื้นฐาน): 203 กก.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 17.5 ลิตร
ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ประมาณ: 4.0 ลิตร

และสีตัวถัง ประกอบไปด้วย
Racing Red/Light White
Black Storm Mrtallic
Light White/Lupin Blue Mrtallic/Racing Red






รายละเอียดภายนอก / แชสซีส์

รายละเอียดภายนอกของ BMW S1000RR (รุ่นประกอบในไทย) ประกอบไปด้วย เฟรมเป็น Aluminium composite bridge frame, partially self-supporting engine ที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความทนทานสูง จึงทำให้รุ่นนี้มีจุดเด่นที่การรีดน้ำหนักให้น้อยลงกว่าเดิม ทางด้านการดีไซน์แฟริ่งขนาดใหญ่พร้อมช่องลมแบบบูมเมอแรงทำให้มันได้รับสมญานามว่า "ฉลามบก" ไฟหน้าแบ่งเป็น 2 ดวง โดยดวงซ้ายจะให้แสงสีขาว อีกดวงเป็นแสงสีเข้ม และดีไซน์ไฟหน้าที่ให้ความแตกต่างกันตามเอกลักษณ์เฉพาะของ BMW ส่วน ไฟท้ายเป็นหลอด LED ที่ออกแบบวางไล่ชั้น ให้ความสวยงามลงตัว


ในด้านของแผงมาตรวัดที่ประกอบไปด้วยมาตรวัดความเร็วแบบเข็ม พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล ใช้กุญแจสตาร์ทรถ ส่วนแฮนด์ควบคุมรถจะประกอบไปด้วยปุ่มสวิตซ์ควบคุมรถพร้อมกับปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ระบบอุ่นแฮนด์, ระบบเปิด-ปิดไฟหน้า, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เป็นต้น






เครื่องยนต์ / ระบบส่งกำลัง / ระบบไฟฟ้า

รายละเอียดเครื่องยนต์ของ BMW S1000RR (รุ่นประกอบในไทย) เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999 ซีซี ขนาดกระบอกสูบ 80 มม. มีช่วงชัก 49.7 มม. พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื่อเพลิง Electronic injection และ Titanium Valve ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 198 แรงม้า ที่ 13,500 รอบต่อนาที แรงบิด 113 นิวตัน-เมตร ที่ 10,500 รอบต่อนาที อัตราส่วนการอัด 13.0:1 ส่วนระบบควบคุมไอเสีย เป็นแบบ Closed-Loop ชนิด 3 ทาง Catalytic Converters ที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO3






ด้านระบบส่งกำลังจะเป็นส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ Manual 6 Speed คลัทช์มือแบบเปียก multiplate กับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) โซ่ขับเคลื่อนล้อหลังขนาด 17/45 และระบบไฟฟ้าที่ประกอบด้วยไดชาร์จ 350 วัตต์พร้อมแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ 7 แอมป์ Maintenance-Free สตาร์ทเครื่องด้วยระบบไฟฟ้า

สำหรับอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในความเร็วคงที่ 90 กม./ชม. จะมีอัตราบริโภคที่ 17.5 กม./ ลิตร ส่วนความเร็ว 120 กม.ชม. จะมีอัตราบริโภคที่ 16.9 กม./ ลิตร รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงออกเทน 95-98 แบบไร้สารตะกั่ว



ล้อและเบรค

ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือล้อและส่วนประกอบต่างๆ สำหรับการขับเคลื่อนอันเร้าใจ ที่ประกอบไปด้วยล้ออัลลอยหน้า-หลัง ส่วนยางประกอบด้วย ยางหน้าขนาด120/70 ZR 17 ยางหลังขนาด190/55 ZR 17 ระบบกันสะเทือนที่ประกอบไปด้วย ล้อหน้าเป็นโช๊คอัพหัวกลับขนาด 46มม. ที่สามารถปรับความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นสวิงอาร์มคู่ที่สามารถปรับความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้เช่นกัน ด้านระบบเบรคประกอบไปด้วย จานดิสก์คู่ขนาด 320 มม.ปั้มเบรค Brembo พร้อมระบบ ABS และล้อหลังเป็น จานดิสก์ขนาด 220 มม. ปั้มเบรค Brembo พร้อมระบบ ABS เช่นกัน






ส่วนมิติของตำแหน่งล้อและความสูงนั้นประกอบด้วยระยะห่างระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอยู่ที่ 120 มม./120 มม. ฐานล้อ 1,438 มม.



อุปกรณ์มาตรฐาน (ในไทย)

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานของ BMW S1000RR (รุ่นประกอบในไทย) มีรายละเอียดดังนี้
Riding Modes ระบบปรับโหมดการขับขี่ที่ประกอบไปด้วย Rain, Sport, Race, Slick และ User
Dynamic Damping Control(DDC) ระบบควบคุมช่วงล่างแบบไฟฟ้า ที่จะเซ็ตตัวให้เข้ากับสภาวะถนนเพื่อการควบคุมตัวรถที่เหนือชั้น
Gear Shift Assistant Pro ระบบเกียร์ที่สามารถเข้าเกียร์ได้โดยไม่ต้องใช้คลัทช์ (Quick Shift) 
Dynamic Traction Control(DTC) ควบคุมการเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้น



ราคา

สำหรับราคาใหม่ของ BMW S1000RR ได้เผยว่าจะเริ่มต้นที่ 820,000 บาท และ BMW S1000RR รุ่นสีพิเศษ จะมีราคาเริ่มต้นที่ 840,000 บาท ทั้งนี้ราคาจะเผยอย่างเป็นทางการในงาน BMW XPO 2015 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10-13 กันยายนนี้ ที่ Central World และที่ตัวแทนจำหน่าย BMW Motorrad อย่างเป็นทางการ 




BMW S1000RR


ขอขอบคุณเเหล่งที่มา:http://www.autocar.in.th/news/36233


ในบรรดาของบิ๊กไบค์สายพันธุ์เเดนปลาดิบเเล้ว ชื่อของซีรีย์ “Honda CBR” น่าจะเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของบรรดาผู้ชื่นชอบความเเรงของสองล้อ เพราะจะว่าไปเเล้วมันได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีความเเรงออกมาจากสนามเเข่งเลยทีเดียว เเละเพราะเหตุผลนี้นี่เองที่ทำให้มันเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ทางเว็บจะพามาชมบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ตัวแรงอย่าง Honda CBR1000RR รุ่นล่าสุดออกมาให้คุณได้ชมกัน



สีของ CBR1000RR


โดยหากจะพูดกันถึงสมรรถนะความเเรงของ Honda CBR1000RR เเล้วต้องบอกเลยว่ามันเเรงสะใจ ด้วยการพกพาขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาดกระบอกสูบถึง 999.8 ซีซี จำนวน 4 สูบ 4 จังหวะ 16 วาล์ว ซึ่งเป็นแบบ DOHC โดยระบายความร้อนด้วยของเหลว เเละมีระบบหัวฉีดแบบ Computer-controlled digital transistorised with electronic advance

ฮอนด้า ซีบีอาร์ 1000RR มาพร้อมกับระบบคาบูเรเตอร์แบบ PGM-DSFI electronic fuel injection โดยมีอัตราการอัดอยู่ที่ 12.3 : 1 ส่วนอัตราเเรงบิดอยู่ที่ 112 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบต่อนาที พร้อมกับระบบสตาร์ทรถเป็นแบบไฟฟ้า ในส่วนของระบบเกียร์นั้น ก็ถือว่าน่าสนใจเมื่อมันพกพาระบบเกียร์เเบบ 6 สปีด ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบคลัทช์แบบเปียกมัลติเพิล โดยคอลย์สปริง ได้อย่างลงตัวเเละเต็มประสิทธิภาพ


โดยสำหรับระบบเบรคนั้น Honda CBR1000RR ที่ล้อหน้าจะเป็นแบบ Dual Radial-Mounted Four-Piston Calipers With Full Floating 320mm Discs และที่ล้อหลังแบบ Single-Caliper 220mm Disc ทำให้มีความปลอดภัยสูงเพราะมีระยะเบรคที่สั้นมากเมื่อเทียบกับบิ๊กไบค์ที่มีสมรรถนะเครื่องยนต์เท่ากัน

ในส่วนของโครงสร้างเเล้ว Honda CBR 1000RR ได้รับการดีไซน์ให้เฟรมมีความเเข็งเเกร่งเป็นอย่างมาก เพราะทางฮอนด้าเลือกใช้วัสดุอย่าง Fine Die-Cast aluminium เเละทำการดีไซน์โครงสร้างให้เป็นแบบรูปเพชร ส่วนล้อทั้งสองล้อนั้นเป็นแบบ 12-spoke cast aluminium ซึ่งรองรับกับระบบกันสะเทือนเป็นแบบ 43mm Inverted Big Piston Fork ที่ล้อหน้าและแบบ Unit Pro-Link Balance Free Rear Shock ที่ล้อหลัง ได้อย่างสมดุลเเละเต็มประสิทธิภาพ


โดยมีระบบหน้าปัดแสดงมาตรวัดค่าต่างๆ เป็นแบบดิจิตอล โดยมีโคมไฟด้านหน้าเป็นแบบคู่โฉบเฉี่ยวดูน่าเกรงขามและให้ความสว่างในการขับขี่ตอนกลางคืนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เเล้วยังมีกระจังหน้าบังลม เเละเบาะนั่งเป็นเบาะหนังเเท้ เเบบ 2 ชิ้น แยกกัน โดยต่างระดับกันอีกด้วย จึงทำให้มีความสอดรับกับการดีไซน์ตัวบอดี้ที่มีลักษณะโฉบเฉี่ยวน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก

อัพเดทล่าสุด New Honda CBR1000RR 2017 ( Fireblade)
Price Update : ตารางราคาผ่อน ดาวน์ ราคา Honda CBR1000RR ( ราคา 623,000 บาท )


คลิปทดสอบ Test Drive CBR1000RR


Specification Honda CBR1000RR

เครื่องยนต์ Liquid cooled 4 สูบเรียง
ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด จ่ายด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3-D mapping
ปริมาตรกระบอกสูบ : 999ซีซี
คือชุดเฟื่องแบบคงที่ : เกียร์ 6 สปีด
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก 76 x 55.1มม
กำลังอัด 12.3 : 1
เฟรม: –
ระบบคลัช : คลัชแบบเปียก หลายแผ่นซ้อน
เบรค : ไฮโดรลิค
ยางหน้า : 120/70ZR17M/C 58W
ยางหลัง : 190/50ZR17M/C 73W

จุดต่ำสุดของตัวรถเทียบกับพื้น : 142mm
ความสูงเบาะ : 820mm
ระยะห่างจากพื้น : 130mm
ถังน้ำมันขนาด : 17.7 ลิตร
กว้าง x ยาว x สูง : 720 x 2075 x 1130
ระยะจากล้อหน้าถึงหลัง : 1410
สตาร์ทมือ , จุดระเบิดระเบิดด้วยระบบดิจิตัล

อัตราทดเกียร์
-เกียร์ 1 2.285
-เกียร์ 2 1.777
-เกียร์ 3 1.500
-เกียร์ 4 1.333
-เกียร์ 5 1.214
-เกียร์ 6 1.137

ขอบคุณที่มา : www.aphonda.co.th , Youtube (sandikala nusakambangan) ,อ้างอิงราคา

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

รีวิว MV Agusta Brutale 800 Dragster


รีวิว MV Agusta Brutale 800 Dragster ท้ายโล่ง,สั้น ล้อโต ขี่มันส์ นี่ล่ะนิยามของ Naked Dragster อิตาลี





เมื่อช่วงเดือน สค. ปี 2014 ที่ผ่านมา ณ งาน Big (Bangkok International Grand) Motor Sale 2014 (มหกรรมยานยนต์ เพื่อการขาย ใหญ่ที่สุดในอาเซียน) ทางบริษัท โมโต วิชั่น ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถ Bigbike แบรนด์พรีเมียม MV Agusta ได้ฤกษ์ดี เปิดตัวรถคันงาม อีกหนึ่งผลงานระดับ Masterpiece นั่นคือ MV Agusta Brutale 800 Dragster ซึ่งได้ใช้พื้นฐานรถ Brutale 800 มาปรับแต่งให้อยู่ในรูปโฉม Dragster ซึ่งหล่อโดนใจนักเลง 2 ล้อ อย่างเราๆ เป็นอันมาก โดยมีให้เลือก 2 สี ขาว, เทาด้าน และในวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้มีโอกาสลองทดสอบกันกับสุดหล่อ Brutale 800 Dragster สีเทาด้าน คันนี้กัน


MV Agusta Brutale 800 Dragster แม้ว่าจะใช้พื้นฐานของ Brutale 800 ได้ก็ได้ถูกปรับดีไซน์เสียใหม่ จนทำให้มันเป็น Bigbike ที่มีดีไซน์ฉีกกรอบรถ Naked เดิมๆ ทิ้ง เมื่อมองจากด้านหน้าพบว่าจะไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่จุดแตกต่างหลักๆ อยู่ที่เอกลักษณ์ด้านท้าย ที่มีความสวยงาม ดุดัน ด้วยท้ายสั้นโล่ง แนว Dragster มอบความสปอร์ตเต็มพิกัด


ไฟท้ายแบบ LED เรียงอยู่ที่ขอบด้านข้างของทั้งสองฝั่ง ดูสวยงามล้ำสมัย ไฟเลี้ยวหลังถูกยกไปวางไว้ที่ตำแหน่งบังโคลนล้อหลัง เช่นเดียวกับที่พบในรุ่น Rivale แฮนด์สามารถปรับมิติและปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ขี่ได้ 3 ระดับ สำหรับรถคันนี้ได้ใส่ท่อแต่ง Zero มาด้วย ซึ่งต้องขอบคุณ ที่ท่อแต่งสำนักนี้ที่ช่วยคงความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของดีไซน์ท่อในแบบ 3 ช่องของ MV Agusta เอาไว้

นอกจากนั้นยังได้ติดตั้งการ์ดท่อคาร์บอนไฟเบอร์ จาก Design Corse อีกด้วย เรียกได้ว่าหล่อแบบครบสูตร


สำหรับล้ออลูมีนัมอัลลอยแบบ 10 ก้านสีนี้ดำ ซึ่งทางด้านหลัง ได้ปรับให้มีขนาดกว้างขึ้นเป็น 6” พร้อมสวมยางหลังกว้าง ขนาดถึง 200 มม. ในขณะที่ Brutale 800 จะสวมยางหลังกว้าง 180 มม. จาก Pirelli Diablo Rosso II เช่นเดียวกัน


ในด้านมิติรถ ส่วนสูงรถ ก็ถือว่าไม่มากเกินไป สำหรับรถ Naked Dragster คันนี้ เพราะความสูงเบาะอยู่ที่ 811 มม. (สูงกว่า Brutale 800 และ 675 อยู่ 1 มม.) ช่วยให้ผู้ขี่ที่มีส่วนสูงไม่มาก ยังสามารถที่จะยืนเหยียบคร่อมตัวรถได้เต็มเท้า ขณะที่น้ำหนักตัวเท่ากันกับ Brutale 800 และ 675 ที่ 167 กก. สำหรับถังน้ำมัน ขนาดใหญ่คงความจุเดิมอยู่ที่ 16.6 ลิตร และนอกจากนี้ แม้ท้ายจะสั้น และดูขนาดเล็กมาก แต่เรายืนยันว่า มันสามารถนั่งซ้อน 2 ได้จริง! ถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่ผู้ซ้อนอาจจะต้องเป็น ญ สาว ที่รูปร่างไม่ใหญ่นัก


กลับขึ้นมาดูที่หน้าจอ LCD ไฟสีส้ม มีตัวเลขบอกความเร็วเป็นแบบดิจิตัล, วัดรอบเป็นสเกลในแนวนอน วางอยู่ขอบบน มีตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์อยู่ทางซ้าย ติดกันจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งบ่งบองถึง Engine Map ที่ใช้อยู่ ณ ขณะนั้น S=Sport N=Normal R=Rain C=Custom สเกลในแนวตั้งวางอยู่ทางขวา คือ ระดับความร้อนของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังมีลูกเล่น นาฬิกาจับเวลา Lap Record มาให้ พร้อมเลือกปรับค่า TC (Traction Control) ได้มากถึง 8 ระดับ และเลือกเปิด-ปิด ระบบ ABS ได้


ขุมพลังเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง อันเป็นเอกลักษณ์ของ MV Agusta บล๊อก F3 800 ความจุ 798cc 12 วาล์ว ให้พละกำลัง 125 แรงม้า (bhp) @12,000rpm และแรงบิด 84Nm @ 8,600rpm มีความเร็วปลายที่ 245 กม./ชม.


ระบบอิเล็คโทรนิคในการควบคุมเครื่องยนต์ MVICS เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมของ MV Agusta มากับ Riding Mode 4 โหมด คือ Sport, Normal, Rain และ Custom โดยเป็นโหมดที่ควบคุมด้วยคันเร่งไฟฟ้า( Ride By Wire) ซึ่งจะปรับ Torque ให้เหมาะสมตามแต่สภาวะการขี่ นอกจากนี้ยังมี Traction Control ที่ให้เลือกได้ตั้งแต่ระดับ 0-8 และมันก็ยังคงมี Quick Shifter (MV EAS) ติดตั้งมาให้พร้อมช่วยการเข้าเกียร์ได้ง่ายและรวดเร็ว


ด้วยความที่รถคันนี้ ได้ใส่ท่อแต่งของ Zero ทันทีคุณติดเครื่องยนต์ขึ้น เสียงกระหึ่ม พร้อมกับโทนเสียงทุ้มอันอื้ออึง ก็ดังกระหึ่มขึ้น และเมื่อลองเบิลคันเร่ง นั่นจะช่วยดึงดูดความสนใจให้ทุกคนหันมามองที่รถคุณภายในทันที ไม่ว่าคุณจะอยู่บนถนนเส้นไหน เพราะเสียง มันดังราวกับเกิดระเบิดลั่นดังขึ้น อาจจะทำให้หลายคนตกใจได้ แต่เมื่อขับขี่ และใช้รอบเครื่องยนต์สูงขึ้นเรื่อยๆ กลับพบว่า เสียงมันดูแว้ดลั่น ทั้งทุ้มปนแหลม ซึ่งให้อารมณ์ การขับขี่ราวกับมีรถ Supercar แล่นผ่าน เสียอย่างนั้น



ในด้านของการขับขี่นั้น ทั้งเครื่องยนต์บล๊อกเดียวกัน ระบบส่งกำลังอัตราทดเกียร์ต่างๆ ได้เซ็ตเหมือนกับ Rivale 800 ที่เราได้เคยขี่ไปก่อนหน้าทุกอย่าง นั่นจึงทำให้ฟีลลิ่งโดยรวม นั้นคล้ายคลึงกันมาก รวมถึงตัวเลขเคลม Top Speed ที่ยังเคลมออกมาเท่ากันอีกด้วย

ลองเลือก Engine Map S ขี่กันก่อนเลย หลังจากตบคันเกียร์ลงตำแหน่งเกียร์ 1 ปล่อยคลัช เพียงเบาๆ รถก็พุ่งไหลออกไปด้วยแรงฉุดของกำลังเครื่องที่มีอยู่เต็มเปี่ยม และแค่เปิดคันเร่งเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึง Torque ที่มากมาย เพียงพร้อมให้คุณหน้าเชิดได้ตลอดเวลา ซึ่งการขี่ในโหมดนี้ อาจจะยากลำบาก สักหน่อยเมื่อต้องขี่ขณะที่มีผู้โดยสารซ้อน และการขับขี่ในแบบที่เน้นนุ่มนวล สำหรับการขับขี่แบบชิลๆ เรื่อยๆ โดยทั่วไป สามารถขึ้นเกียร์ได้ตั้งแต่รอบ 2,000rpm และการใช้งานในเมืองนั้น ที่รอบเครื่องยนต์ระดับ 7-8,000rpm ก็ถือว่าเพียงต่อการเร่งแซงแล้ว แต่ถ้าต้องการซัดลากยาวๆ เป็น 10,000rpm รอบ ตั้งแต่ออกตัว ก็ยังทำได้ดี เราได้ลองลากเกียร์ 1 ไปถึงราว 10,000rpm ก่อนที่จะงัดขึ้นเกียร์เลยโดยไม่ต้องกำคลัชเพื่อความต่อเนื่องในการส่งกำลัง เราได้เปิด TC ไว้ที่ระดับ 6 พบว่า ด้วยล้อหลังขนาดใหญ่ ทำให้การซัดเร่งออกตัวอย่างรวดเร็วมันทำได้ดี และมั่นใจ อาจมีอาการเหมือนจะ Slip ที่ล้อหลัง แต่ TC ก็ยังช่วยทำให้มันคุมได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งรู้สึกได้เลยว่า การควบคุมรถเมื่อเปิดคันเร่งหนักๆ Dragster สามารถควบคุมได้ง่ายกว่า Rivale


การขับขี่ที่ตำแหน่งเกียร์ 6 ที่ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. และลากขึ้นไปเรื่อยๆ เพียงไม่นานก็มีความเร็วแตะระดับ 170-180 กม./ชม. ได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงกว่านี้ อาจเริ่มเครียดไปบ้างทั้งจากลมปะทะ และแรงฉุดของตัวรถที่จะต้องแนบหนีบต้นขาให้กระชับกับถังน้ำมันไว้ พร้อมงุ้มข้อศอกเข้าหาลำตัว


ด้านอัตราสิ้นเปลือง ที่เราได้ลองวัดคร่าวๆ จากการเติมน้ำมันเต็มถังทั้งหมด 13.54 ลิตร และคำนวณจากระยะทางที่วิ่งไปได้ 246.4 กม. ได้ตัวเลข 18.2 กม./ลิตร สำหรับการเดินทางไกล โดยใช้ความเร็วเฉลี่ย ประมาณ 140 กม./ชม. สลับกับการทำความเร็วสูงบ้าง และ ขับที่ความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. บ้างในจังหวะที่รถติด
และ การที่เราได้มีโอกาสอยู่กับมัน ราว 3 วันในช่วงสิ้นปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งมีอากาศที่เย็นกำลังดี เหมาะสมกับการขี่รถท่องเที่ยว พบว่าไอความร้อนนั้น ไม่ได้รู้สึกออกมามากจนทรมาน แม้ว่าจะขับขี่ในเมือง


ในด้านของการควบคุมรถ แฮนด์ได้ปรับมาใช้เป็นแบบแฮนด์ยึดแผงคอ แต่องศา จะไม่หักงอเข้าหาลำตัวแบบรถสปอร์ต แต่จะกางยื่นยาวออกในรูปแบบแฮนด์บาร์ ซึ่งใน Dragster คันนี้สามารถปรับองศา แฮนด์ได้ 3 ระดับ พร้อมติดตั้งกระจกปลายแฮนด์ ซึ่งสามารถพับเก็บได้เพิ่มความสะดวกเวลาขี่ในเมือง ให้สามารถซอกแซกได้อย่างไม่ยากจนเกินไป แต่ทว่าองศาในการหักแฮนด์นั้นยังหักได้ไม่มากนัก ทำให้เวลาเลี้ยวกลับรถวงแคบ หรือการหักเพื่อเปลี่ยนช่องเลนขณะรถติด อาจลำบากอยู่ และด้วยความรู้สึกการถ่ายเท น้ำหนัก ที่อาจดูบาลานซ์แปลกไปบ้าง ซึ่งน้ำหนักจะทิ้งลงที่บริเวณถังน้ำมันเสียเยอะ โดยด้านหน้า และท้ายนั้นจะดูมีน้ำหนักเบา และอีกจุดที่อาจดูรำคาญ ก็คือแคร้งเครื่องยนต์ทางด้านขวา ที่ยื่นออกมาทำให้ในจังหวะที่ใช้เบรกเท้า นั้นยังโดนกับแข้งขาขวาอยู่

ระบบกันสะเทือน ช่วงล่างหน้า ใช้โช้คอัพ เทเลสโคปิคหัวกลับ MARZOCCHI ขนาด 43 มม. สามารถปรับ Rebound-Compression Damping และ Spring Preload ได้ด้วยการขันที่หัวโช้ค ส่วนด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวพ่วงซัพแท้งค์ SACHS สามารถปรับตั้งค่าได้เต็มพิกัดเช่นเดียวกัน สวิงอาร์มหลังเดี่ยว ใช้แบบอลูมีนัม

การเซ็ตช่วงล่าง แบบเดิมๆ โดยที่เราไม่ได้ปรับตั้งใดๆ มันช่างเหมาะสม ลงตัวสำหรับการขับขี่ออกทริปที่ใช้ความเร็วค่อนสูงไป แต่เมื่อขับขี่ในเมือง ก็ยังพบว่ามันมีอาการแข็งไปบ้างเล็กน้อย จากช่วง Damp และ Rebound ที่สั้น แต่มันให้ความรู้สึกเฟิร์มมั่นคง หนักแน่น รวมถึงการซับแรงที่ดีเยี่ยม


ระบบเบรก ด้านหน้าใช้จานดิสก์คู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิปเปอร์เรเดียล 4 ลูกสูบจาก Brembo ปั๊มเบรกบนใช้งานของ Nissin ด้านหลังใช้จานดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบ Brembo เช่นกัน โดยในคันนี้ติดตั้งระบบ ABS จาก Bosch มาให้ด้วย ซึ่งถ้าไม่ชอบใจก็สามารถเลือกปิดได้ แม้จะไม่ใช่คาลิปเปอร์เบรกงาน Monobloc ซึ่งถ้าติดตั้งมาให้ น่าจะดูหล่อ และเปี่ยมสมรรถนะมากกว่านี้ แต่สำหรับการใช้งานเบรกเรเดียลนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง ในการหยุดชะลอความเร็ว แตะก้านเบรกเข้าเพียงเล็กน้อยก็สามารถสัมผัสถึงความหนึบแน่นเบรกอยู่ติดปลายนิ้วได้ แต่ มันจะให้ความรู้สึกของแป้นเบรกที่หนักแน่น และดูแม่นยำมากขึ้นเมื่อปิดระบบ ABS ทิ้งซะ!

สรุป MV Agusta Brutale 800 Dragster รถแนว Dragster ระดับ Masterpiece ที่ไม่ว่าคุณจะขี่ไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนมอง (ส่วนหนึ่งมาจากเสียง) และ ในการขับขี่ออกมาแต่ละครั้ง จะต้องมีคนถามเสมอว่ามัน คือรถอะไร? ราคาเท่าไร? ไม่ว่าจะไปจอดเติมน้ำมัน แวะพักในปั๊ม หรือแม้กระทั่งติดไฟแดง ด้วยสรีระที่ดูไม่ใหญ่โต น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์กลางๆ ไม่มากนัก รวมไปถึงการขับขี่ในเมืองที่ยังพอซอกแซกได้ มันจึงยังพอให้ความสนุกแม้จะขี่ในเมืองได้อยู่

ด้านสมรรถนะชื่อชั้นของ MV Agusta บล๊อก 800 ที่มีกำลังถึง 125 แรงม้า แรงเพียงพอสำหรับขับขี่ออกทริป และ Torque ที่หนักหน่วง น่ากลัวจนคุมยากไปในบางครั้งเมื่อใช้ Mode Sport มันก็สร้างความเร้าใจ ที่พร้อมจะพุ่งทะยานเร่งแซง ระดับเดียวกันกับรถ Supercar (กำลังแรงม้าจะอยู่ในระดับรถยนตื 1.6 ลิตรเท่านั้น)

อีกทั้งเทคโนโลยีอันเลื่องชื่อที่ติดตั้งมาให้มากมายของ MV Agusta ก็ทำให้มันดูไม่ด้อยไปกว่ารถคันใด แต่กลับยังรู้สึกว่ารถยังขาดๆ อะไรไป เพราะ ไม่มีไฟฉุกเฉิน และเกจ์วัดระดับน้ำมันมาให้ ซึ่งถ้าเพิ่มเติมมาให้ในอีก 2 จุดนี้น่าจะยอดเยี่ยมสมราคา 1.1 ล้านบาท อย่างแน่นอน
ขอขอบคุณ บริษัท โมโต วิชั่น สำหรับรถ MV Agusta Brutale 800 Dragster คันสีเทาด้าน Matt Metallic Grey
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver

ชมภาพเพิ่มคลิ๊ก



Read more at http://www.autospinn.com/2015/01/review-mv-agusta-brutale-800-dragster/#tQmAXACLkxru4KOL.99
ขอขอบคุณhttp://www.autospinn.com/2015/01/review-mv-agusta-brutale-800-dragster/